วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2555

หุ่นกระบอกไทย

ประวัติของหุ่นกระบอกไทย


จากลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในหนังสือสาส์นสมเด็จ ทำให้ทราบว่า หุ่นกระบอกเริ่มขึ้นครั้งแรกราว พ.ศ. ๒๔๓๕ ที่เมืองสุโขทัยค่ะ โดยนายเหน่ง สุโขทัย ซึ่งเป็นต้นคิดจำแบบอย่างมาจากหุ่นไหหลำ นำมาดัดแปลงเป็นหุ่น แต่งอย่างไทย และนายเหน่ง ได้ใช้เล่นหากินอยู่ที่เมืองสุโขทัย จนมีชื่อเสียง ส่วนที่กรุงเทพฯ ได้เกิดคณะหุ่นกระบอกของ ม.ร.ว. เถาะ พยัคฑเสนา มหาดเล็กในสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖ ความคิดริเริ่มก่อตั้งคณะหุ่นของ หม่อมราชวงศ์เถาะ ก่อให้เกิดยุคทองของการเล่นหุ่นชนิดนี้ขึ้น เพราะในสมัยเดียวกัน และ ต่อมาภายหลัง ได้มีคณะหุ่นกระบอกเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก และเป็นมหรสพที่นิยมในหมู่ ประชาชนในเวลานั้นค่ะ


.
ความเชื่อและพีธีกรรมในการแสดง


หุ่นกระบอกทุกคณะจะมีพิธีกรรมและความเชื่อในการแสดงคล้ายคลึงกัน พิธีกรรมในการแสดงหุ่นกระบอกแต่ละครั้งมีดังนี้
1. การบูชาก่อนการแสดงหุ่น
ก่อนการแสดงหุ่นทุกครั้ง ตัวหุ่นพระครูฤษีและหุนทุกตัวที่จะแสดงในวันนั้น ๆ จะถูกตั้งเสียบ แกนไม้ไว้ทางขวามือของประตู ของที่หุ่นจะออกอันเปิดที่ตั้งหุ่นประจำ เพื่อให้ครูอาวุโสหรือผู้ที่จะเป็นผู้ เชิดตัวนายโรงรำช้าปี ไหว้ครู จุดธูปเทียนบูชาครูพระรัตนตรัย ต่อจากนั้นจะสันการะเทพเจ้า อันคือข่าเป็น บรมครูแห่งศิลปะ การแสดง และ วิชาดนตรี
2.การบูชาของครูดนตรีปี่พาทย์ก่อนแสดงหุ่น
ก่อนเริ่มการแสดง ขณะที่ผู้เชิดทำการสังการะบูชาครูอยู่ ทางดนตรีปี่พาทย์ก็จะจุดธูปเทียน ดอกไม้ และเงินค่ากำนัน 6 บาท ใสพานให้หัวหน้าวงจบพานอธิฐานบูชาครูเช่นกัน จากนั้นจึงนำดอกไม้ธูป เทียน เสียบข้างตะโพน ด้วยคือว่าตะโพงเป็นสัญลักษณ์ของพระโคนธรรม เทพเจ้าแห่งการดนตรี ต่อไป
พิธีบูชาครูต้องเตรียมเครื่องสังเวยดังนี้
1. มัจฉมังสาหาร เสีง ได้แก่ หัวหมู เป็ด ไก่ ปูต้ม กุ้งต้ม ปลา แป๊ะหนึ่ง
2. เครื่องกระยาบวช คือของกินที่ปราศจากสัดคาว ได้แก่ เผือกต้ม มันเทศต้ม กล้วยน้ำไทย อ้อย มะพร้าวอ้อ
ถั่วเขียว ถั่วเหลืองดิบ งาดำ งาขาว
3. บายศรีปากชาม 2 ที
4. ขนมต้มขาว ขนมต้มแดง
5. ของหวาน 7 หรือ 9 อย่าง เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง สังขยา ขนมชั้น วุ้นกะทิ ฯลฯ
6. ผลไม้ 7 หรือ 9 อย่าง
7. นม เนย
8. ข้าวรำ 3 ก้อน โดยน้ำหน้าหม้อมาปั้นด้วยมือให้เป็นก้อนแบบข้าวตู แล้วคลุกถั่วดิบ งาขาว งาดำ วางบนใบตอตานี่ที่มีจานรองอีกที่หนึ่ง กรณีสังเวยพระครูพระพิราพ
10. หมู 3 ชั้น ต้มนอน ตอง
11. เหล้าโรง
12. ดอกไม้ 7 สี ใส่พานแจกันประดับบูชา
13. ข้าวตอก ดอกไม้ 1 พาน ( นิยมดอกมะลิหรือดอกกุหลาบ )
14. ธูปเทียน
15. เทียนปิดทอง เทียนธรรมดา
16.พวงมาลัยสำหรับเครื่องมือหุ่นกระบอก
เป็นต้น


การทำหุ่นกระบอกไทย

ลักษณะหุ่นกระบอกที่สร้างขึ้นส่วนหัวมาถึงลำคอทำด้วยไม้ทองหลางหรือไม้นุ่นค่ะ หัวหุ่นมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑๐-๑๕ ซ.ม. มีรายละเอียด เลียนแบบคนจริง แต่ไม่มีลำตัวตรงลำตัวใช้กระบอกไม้ไผ่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๓-๕ ซ.ม. ยาวประมาณ ๕๐ ซ.ม. นำกระบอกไม้ไผ่นี้ต่อกับหัวหุ่นเสร็จแล้วนำผ้าปักลายด้วยดิ้นเงิน ดิ้นทอง เลื่อม แบบเครื่องโขน ละครมาทำเป็นเสื้อทรงกระสอบ ไม่มีแขนเสื้อ มาสวมกับหุ่น


การทำหุ่นกระบอกไทย
ล่ะ...ทีนี้เรามาดูกันว่าการประดิษฐ์ศีรษะหุ่นกระบอกนั้น เขามีวิธีการและขั้นตอนอย่างไรบ้างค่ะ...


อาจารย์สุรัตน์  จงดา กับทีมวิทยากร

อาจารย์สุรัตน์  จงดา กล่าวว่าในสมัยโบราณมีการสร้างศีรษะหุ่น ด้วยกรรมวิธีต่าง ๆ แตกต่างกันไปแล้วแต่ฝีมือช่างและสกุลช่าง พอสรุปได้ ๓ วิธี คือ ๑. ศีรษะหุ่นที่แกะด้วยไม้เนื้อเบา  ๒. ศีรษะหุ่นที่ทำด้วยกระดาษเช่นเดียวกับการทำหัวโขน และ ๓. ศีรษะหุ่นที่ทำด้วยดินกับปิดทับด้วยกระดาษ (หุ่นวัดนายโรง)ต่อมาในสมัยปัจจุบัน ได้มีวิทยาการสมัยใหม่ที่สะดวกและรวดเร็ว ในการสร้างหุ่นกระบอก เช่น การหล่อด้วยปูนปลาสเตอร์ และการหล่อด้วยเรซิ่นหรือไฟเบอร์ ที่นิยมประดิษฐ์ในปัจจุบันคือการหล่อด้วยเรซิ่น
               เรซิ่น คือ ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากการนำเอาเทอร์โมซ์ทพลาสติก ชนิดโพลิเอสเตอร์เรซิ่นไม่อิ่มตัว ซึ่งจะเป็นของเหลวหนืดเหมือนน้ำเชื่อม เมื่อผสมตัวทำให้แข็งแล้วจะแข็งตัว ไม่มีการเปลี่ยนรูปร่างหรือหลอมเหลวอีกซึ่งแม้จะโดนความร้อนก็ตาม สามารถทนความร้อนได้ถึง ๑๒๐ องศาเซลเซียส โดยที่วัสดุไม่มีการเสียหาย


เรซิ่นและตัวเร่ง


การหล่อหัวหุ่นด้วยเรซิ่น ให้นำน้ำยาเรซิ่นผสมกับผงแคลเซียมคนให้เข้ากัน โดยเรซิ่นถ้าใช้จำนวนไม่มาก ให้ผสมตัวม่วงลงไปก่อน แล้วหยดตัวเร่งเพียงเล็กน้อย ๒ - ๓ หยด (อย่าใส่มาก เพราะจะทำให้เกิดความร้อนและไหม้ได้)


  


เทเรซิ่นลงในแม่พิมพ์ แล้วกลิ้งให้ทั่วเพื่อให้หน้าหุ่นประกบกันให้สนิท ทำสัก ๒ - ๓ หน ระวังอย่าหยดเรซิ่นมาก จะทำให้หัวหุ่นหนักเกินไป เมื่อแห้งดีแล้วจึงแกะพิมพ์ออก จะได้หัวหุ่นตามที่ต้องการและมีน้ำหนักเบา ข้อดีของการทำพิมพ์หล่อเรซิ่น สามารถหล่อได้อีกเป็นจำนวนมาก



เมื่อได้หัวหุ่นตามที่ต้องการแล้ว จึงใช้ไม้หรือท่อ pvc ต่อคอหุ่น ยาวประมาณสัก ๔ นิ้ว จากนั้นจึงนำหน้าหุ่นมาขัดด้วยกระดาษทรายให้เรียบ

 ขัดกระดาษทราย

 นำสีน้ำพลาสติกสีขาว มาผสมน้ำแล้วทาหน้าหุ่นบาง ๆ ประมาณ ๗ -๘ ชั้น เมื่อสีแห้ง ใช้กระดาษทรายน้ำเบอร์ละเอียด ขัดแต่งหน้าหุ่นอีกครั้งให้เรียบ




                                               จากนั้นเราก็มาทำเครื่องศิราภรณ์กันค่ะ โดยใช้แผ่นอลูมิเนียมหรือกระดาษ ฉลุเป็นลายจอนหู ดอกไม้ไหวหรืออื่น ๆ


   แบบลายจอนหู

   นำมาฉลุลายด้วยเลื่อยฉลุ

                      นำสีโป๊วรถยนต์ เปิดฝาทิ้งไว้ให้แห้ง นำมากดลวดลายในแม่พิมพ์ แล้วติดลงไปตามแบบที่ต้องการ เมื่อสีโป๊วแห้งดีแล้วจึงทำการปิดทอง


   นวดสีโป๊วในน้ำให้นิ่มพอดี


  นำมากดลงในแม่พิมพ์เรซิ่น (ใช้ในการอ    นำไปติดบนจอนหูที่เราฉลุไว้แล้วด้วยกาวลาเทกซ์

   วางก้านและตัวลายไปเรื่อย ๆ


     แม่พิมพ์หินสบู่ จะดีกว่าแม่พิมพ์เรซิ่นมากค่ะแต่ว่ามีราคาแพง
เมื่อปิดทองเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงเขียนหน้าหุ่นโดยใช้สีโปสเตอร์กันน้ำ ทาและเขียนหน้าตามที่ต้องการ อ.สุรัตน์บอกว่า ในการอบรมครั้งนี้เป็นหลักสูตร “เร่งรัดพัฒนาชนบท” หากทำให้เสร็จไปตามขั้นตอน จะต้องใช้เวลาอย่างน้อยก็หนึ่งสัปดาห์ ผลงานจึงออกมาเป็นแบบนี้แหล่ะค่ะ...


อาจารย์ประภา  กล่อมมานพ สาธิตวิธีการเขียนหน้าหุ่นแบบหน้าหัวโขน



 



   สาธิตวิธีการเขียนหน้าหุ่นแบบหน้าละคร

พักสักหน่อย...แล้วย่องมาดูทางการประดิษฐ์เครื่องแต่งกายหุ่นกระบอกกันบ้างค่ะ




 โดยปกติหุ่นกระบอกมีเสื้อทำเป็นถุงคลุมตัวหุ่น และปักลวดลายให้งดงาม ประกอบเครื่องแต่งกายให้เข้ากับส่วนอื่น ๆ ตามแบบของตัวละคร ได้แก่ ตัวพระ ประกอบด้วย กรองคอ อินทรธนู และตัวนาง ประกอบด้วย ผ้าห่มนาง กรองคอ


 เสื้อตัวเอกตัวพระตัวนาง นิยมปักด้วยเลื่อมขนาดเล็ก เพื่อให้เกิดความแวววาว ผสมกับดิ้นโปร่งเงินหรือทอง ไม่นิยมใช้ดิ้นข้อปักเพราะจะทำให้แข็งและหนัก ขนาดของเสื้อหุ่นจะขึ้นอยู่กับกับขนาดของตัวหุ่น


 กรองคอ


 แต่มักปักเป็นถุงพับตรงกลาง เย็บประกบติดด้านข้าง เว้นช่องมุมผ้าสองข้างไว้สำหรับใส่มือหุ่น และเจาะคอตรงกลางไว้เสียบหัวหุ่น ผ้าที่ห่างจากหัวหุ่นไปสู่มือต้องกะความยาวให้ดี อย่าสั้นหรือยาวจนเกินไป เพราะเวลารำขนาดของแขนจะไม่ได้สัดส่วน


  ตัวหุ่นกระบอกที่เสร็จสมบูรณ์ (ตัวพระ)


  ตัวนาง

 

 ตัวนางด้านหลัง






ตัวพระด้านหลัง

 

ส่วนประกอบของหุ่นกระบอก



หัวหุ่นที่แกะด้วยไม้ มักใช้ไม้เนื้อเบาเช่นไม้ลำพู ไม้นุ่น ไม้ทองหลาง ไม้โมกที่แกะด้วยไม้สักก็มีบ้างเมื่อแกะหน้าหุ่นแล้วปั้นแต่งด้วยรักหรือดินเรียบร้อยแล้วจึงปิดด้วย"กระดาษสา" ฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วทาด้วยแป้งเปียกหรือกาวปิดจนทั่วชั้นหนึ่งรอจนหมาดแล้ว "กวด" โดยใช้ไม้หรือด้ามพู่กันกวดให้เรียบทุกซอกทุกมุม ตา จมูก ปากแล้วปิดกระดาษสาอีกจนครบ ๓ ชั้นโดยกวดทุกชั้นจนผิวเรียบแน่นดีจึงทาสีฝุ่นสีขาว(ปัจจุบันใช้สีพลาสติก)สัก ๓ ชั้น รอจนแห้งสนิทดีแล้วขัดผิวหน้าหุ่นด้วยใบลิ้นเสือ(ปัจจุบันใช้กระดาษทรายน้ำ) แล้วจึงเขียนสีพลาสติก)สัก ๓ ชั้นรอจนแห้ง สนิทดีแล้วขัดผิวหน้าหุ่นด้วยใบลิ้นเสือ (ปัจจุบันใช้กระดาษทรายน้ำ)แล้วจึงเขียนสี
  .......................................................................................................







ลักษณะตัวหุ่นกระบอกก็คือไม้กระบอกหรือไม้ไผ่นั่นเองมีไหล่ทำด้วยไม้เจาะรูสำหรับเสียบไม้กระบอกแกนตัว และเสียบหัวหุ่น เสื้อหุ่นเป็นผ้าผืนเดียวกันพับครึ่งเย็บเป็นถุงคลุมไหล่หุ่น เจาะตรงคอสำหรับเสียบหัวและตรงมุมผ้า ๒ ข้างสำหรับมือหุ่นโผล่ มือหุ่นทั้ง ๒ ข้างมีไม้ไผ่เหลาเล็กเสียบต่อจากมือลงมาสำหรับจับเชิด ยาวระดับเดียวกับปลายเท้าด้านล่าง ไม้ไผ่นี้เรียกกันว่า "ตะเกียบ" หุ่นกระบอกแต่ละคณะจะมีสัดส่วนเท่ากันโดยประมาณดังนี้ ไหล่หุ่นยาวจากปลายถึงปลาย ๕ นิ้ว ไม้กระบอกยาวจากไหล่ถึงปลายไม้ ๘ นิ้วเสื้อหุ่นจากปลายเสื้อด้านล่างถึงไหล่ ๑๔ - ๑๕ นิ้ว จากปลายมือข้างหนึ่งถึงอีกข้างหนึ่ง ๑๗ - ๒๐ นิ้วตะเกียบ ๑๕ - ๑๖ นิ้ว ผ้าห่มนาง กว้าง ๘ นิ้ว ยาว ๑๖ นิ้ว จากจีบชายพกถึงคอ ๕ นิ้ว


.........................................................................................................








มือของหุ่นตัวพระ มือขวาจะถืออาวุธไว้เสมอ จึงมักแกะด้วยไม้มีรูสำหรับเสียบอาวุธเปลี่ยนได้ไปตามเรื่อง เช่น ถือปี่ ถือศร ถือพระขรรค์ ส่วนมือซ้ายก็ตั้งวงอย่างละคร ส่วนมือนางโดยมากจะตั้งวงรำทั้งสองข้าง มีที่มือขวาถืออาวุธบ้าง ถือพัดบ้างเป็นบางตัว มือหุ่นจะแกะด้วยไม้เนื้อเบาทั้งมือซ้าย และมือขวามีบางที่ทำด้วยหนังที่แช่น้ำจนนุ่ม แล้วนำมาขูดจนบางดีจึงตัดผ่าให้เป็นรูปมือมีนิ้วแล้วดัดด้วยลวดให้อ่อน เหมือนมือละครกำลังรำเมื่อนำไปตากแดดจนแห้งแข็งดีแล้วจึงเอาลวดออกนำมาติดกับข้อมือที่ทำด้วยไม้แล้วปิดกระดาษให้ทั่ว จึงทาสีฝุ่นให้เหมือนกับสีผิวหน้าหุ่น
.........................................................................................................
เครื่องประดับศีรษะหุ่นกระบอก








เครื่องประดับศีรษะหุ่นอันได้แก่ ชฎา รัดเกล้า มงกุฎกษัตรีย์ กระบังหน้า ปันจุเหร็จ ตลอดจนหัวช้างหัวม้าฯลฯ มักประดิษฐ์ด้วยวัสดุมีน้ำหนักเบา ชฎาตัวพระส่วนมากจะแกะชั้นเชิงบาตรติดกับศีรษะหุ่นไปเลย บางหัวก็ทำเป็นชฎามาสวมต่างหากส่วนรัดเกล้ามักจะกลึงไม้เนื้อเบาเป็นฐานรัดเกล้าทั้งอัน ปลียอดชฎา ยอดรัดเกล้า ยอดมงกุฎกษัตรีย์ เป็นไม้กลึงทั้งยอด ปันจุเหร็จ กระบังหน้า เปลวรัดเกล้ากรรเจียกจอนมักจะทำด้วยหนังบางๆ หรือสังกะสี ตอกฉลุเป็นลวดลาย แล้วเย็บตรึงด้านในด้วยโครงลวดอีกที การประดับลวดลาย ช่างแต่ก่อนใช้รักผสมขี้เถ้าใบตองเผา และส่วนประกอบอื่นๆอีกบ้าง ถือเป็นสูตรลับในสำนักของแต่ละช่าง เรียกกันว่า "รักตีลาย" รักตีลายนี้ใช้กดลงไปในแม่พิมพ์หินสบู่ ซึ่งแกะเป็นแม่พิมพ์ลวดลายต่างๆเรียบร้อยแล้ว เช่น ลายกระจัง ลายลูกแก้ว ลายกนก ลายก้านขด ฯลฯ หินสบู่ที่ใช้แกะลายแม่พิมพ์นี้ ควรเป็นหินเนื้อละเอียด แกะง่าย ไม่แตก เครื่องมือที่ใช้แกะลายหินสบู่ โดยมากช่างมักใช้เครื่องมือแกะทอง เมื่อประดับกระจังและลวดลายเหล่านี้ไปตามชั้นเชิงบาตรปลียอด และส่วนอื่นๆเรียบร้อยแล้วช่างจะใช้"รักน้ำเกลี้ยง" อันเป็นรักที่ใช้สำหรับปิดทองโดยเฉพาะทาชิ้นส่วนเหล่านี้ให้ทั่วแล้วทิ้งไว้จนรักไม่เยิ้มหรือแห้งสนิทดีแล้ว จึงปิดทองคำเปลวให้ทั่วทุกซอกทุกมุมการตั้งรัดเกล้าสำหรับหุ่นตัวนางช่างจะถักผมคนจริงๆที่มีความยาวประมาณ๑๐นิ้วเข้าเป็นแผงติดกัน นำมาติดเป็นรูปวงกลมบนศีรษะหุ่น แล้วแหวกตรงกลางหน้าผากไปรวบที่ท้ายทอยหุ่น สวมที่รัดช้องจนแน่นหนาดี จึงติดกรรเจียกจอน และตั้งรัดเกล้าเป็นอันดับสุดท้าย
.........................................................................................................
การเขียนสี







สีที่ใช้เขียนคือสีฝุ่น หน้าหุ่นตัวพระตัวนางลงพื้นด้วยสีฝุ่นสีขาว หรือสีขาวนวลเป็นบางตัวส่วนหัวยักษ์ หัวลิงก็ต้องลงพื้นสีขาวด้วยเช่นกันเมื่อขัดเรียบดีแล้ว จึงจะลงสีไปตามพงศ์หน้าหุ่นแต่โบราณเขียนด้วยสีฝุ่นทั้งนั้น และเมื่อเขียนแล้วตกแต่งเสร็จจะเข้าพิธีไหว้ครู อันถือเป็นการเบิกพระเนตรหุ่น ซึ่งจะไม่มีการล้างหน้าหุ่นออก เมื่อนำออกแสดงหลายๆครั้งเข้าก็จะเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไป ก็เช็ดล้างไม่ได้เพราะเป็นสีฝุ่น เจ้าของคณะซึ่งไม่ใช่ช่างหรือไม่มีช่างอยู่ในคณะก็จะทาสีฝุ่นทับรอยชำรุด ปรอะเปื้อนนี้ลงไปครั้งแล้วครั้งเล่าบางครั้งก็เขียนหน้าตาทาปากทับฝีมือหุ่นช่างเดิมจนในที่สุดหน้าหุ่นก็หนาเทอะทะ แลดูไม่มีเค้าความงามอันเก่าเหลืออยู่เลย ปัจจุบันการเขียนหน้าหุ่นกระบอกอาจใช้สีอะครีลิคแทนสีฝุ่น


การเชิดหุ่นกระบอก



การเชิดหุ่นกระบอกยึดถือวิธีเชิดโดยดัดแปลงมาจากการแสดงละครรำ แบบละครนอก กล่าวคือผู้เชิดจะเชิดหุ่นมีท่าทางการร่ายรำแบบละครรำแต่แสดงให้ผู้ชมเห็นเพียงครึ่งตัวเท่านั้น ส่วนล่างของตัวหุ่นนั้นใช้ฉากบังไว้ไม่ให้ผู้ชมเห็นเพราะเป็นแกนกระบอกไม้ไผ่ที่ต้องใช้มือถือสำหรับเชิด ฉะนั้นผู้ชมจะเห็นท่ารำของหุ่นเพียงแค่ส่วนมือ และลำตัวของหุ่นเท่านั้นอนึ่งผู้เชิดจะเป็นผู้เจรจา และในบางครั้งก็ขับร้องแทนตัวหุ่นที่ตนกำลังเชิดอยู่นั้นด้วยบทที่ผู้เชิดมักจะต้องขับร้องเอง เมื่อเชิดหุ่นตัวใดมีบทบาทอย่างไร ผู้เชิดก็จะขับร้องและเจรจาตามบทบาทของหุ่นตัวนั้น
อย่างไรก็ตามค่ะ หุ่นกระบอกเป็นเพียงตัวหุ่นจำลองไม่ใช่โขนละครนะค่ะที่แสดงด้วยคนจริงๆ ศิลปะในการเชิดจึงต้องทำท่าให้ง่ายเข้า แต่ยังคงเน้นที่อารมณ์ บทบาท และการร่ายรำ อันเป็นท่วงท่าและลักษณะเฉพาะของหุ่น


 


ขอขอบคุณ



มือหุ่นกระบอก


ลำตัวหุ่นกระบอก

มารู้จักหุ่นกระบอกไทย....ให้มากขึ้น



หัวหุ่นกระบอก

1 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ4 มีนาคม 2565 เวลา 04:00

    Harrah's Philadelphia Casino and Racetrack - Mapyro
    Harrah's Philadelphia 삼척 출장마사지 Casino and Racetrack is 남원 출장안마 a racetrack 파주 출장마사지 in Chester, Pennsylvania, U.S.A.. View 전주 출장마사지 map. Harrah's 인천광역 출장샵 Philadelphia Casino and Racetrack.

    ตอบลบ